มีเดียมอนิเตอร์พบคนใช้สื่อออนไลน์ในช่วงขัดแย้งทางการ เมืองสร้างความแตก แยกมากกว่าสมานฉันท์ การแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรุนแรง โจมตีฝั่งตรงข้าม สร้างความเกลียดชัง แนะใช้งานด้วยความรับผิดชอบ สำนึกในการอยู่ร่วมกัน

โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้ เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) แถลงผลการศึกษาเรื่อง “ปรากฏการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองในเครือข่ายสังคมออนไลน์” เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553 ณ ห้อง F401 ชั้น 4 อาคาร 60 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวใช้วิธีวิจัยเนื้อหา (content analysis) ปรากฏการณ์ความขัดแย้งในช่วงเวลาของการชุมนุมที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12 มีนาคม – 30 พฤษภาคม 2553 ผ่านสื่อออนไลน์ได้แก่ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ดพันทิป และฟอร์เวิร์ดเมล ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นค่อนไปทางสร้างความแตกแยก มากกว่าสร้างสันติภาพ หรือหาทางออกให้กับสังคม

โดยในเว็บไซต์เฟซบุ๊ค นั้น ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2553 พบการรวมกลุ่มเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง 1,308 กลุ่ม มากที่สุดคือต่อต้านคนเสื้อแดงโดยตรง 423 กลุ่ม คิดเป็น 32.4% กลุ่มที่มีสมาชิกมากที่สุดข้อมูล คือ “มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา” มีสมาชิก 556,339 คน ส่วนกลุ่มสนับสนุนคนเสื้อแดง และต่อต้านรัฐบาลรวมกันพบ 15% ขณะที่กลุ่มรณรงค์ให้เกิดสันติวิธีมีเพียง 3% เท่านั้น

“การแสดงความคิดเห็นการสื่อสารในเฟซบุ๊คมีการโจมตี วิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นทางการเมืองค่อนข้างเป็นไปอย่างรุนแรง มีลักษณะการแบ่งแยก แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งยังพบกลุ่มที่ใช้การประณาม ประจาน กลุ่มผู้ที่ให้ข้อมูลในเชิงหมิ่นสถาบัน โดยเชื่อมโยงกับอีเมลและส่งต่อกันไป เช่น กลุ่ม “Social Sanction ยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม” ปัจจุบันกลุ่มนี้ถูกปิดหรือยกเลิกไปแล้ว ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ออกมาต่อต้านวิธีการดังกล่าวโดยตั้งเป็นกลุ่ม “anti-social sanction” ขึ้นมาตอบโต้”

นายธาม ยังกล่าวถึงการใช้ทวิตเตอร์อีกว่า ใน 20 อันดับแรกของผู้ที่มีการอ้างอิงถึงมากที่สุดเป็นนักข่าวถึง 9 คน และ 8 คนในนั้นมาจากเครือเนชั่น ข้อมูลที่มีการสื่อสารผ่านทวิตเตอร์เป็นไปทั้งลักษณะการส่งข่าว และการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ขณะที่การใช้เว็บบอร์ดห้องราชดำเนินของเว็บไซต์พันทิป ก็มีการแสดงความคิดเห็นโจมตีฝั่งตรงข้ามโดยใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม เกิดการตอบโต้กันไปมา กระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ห้องราชดำเนินถูกปิดให้บริการ โดยผู้ดูแลเว็บไซต์ให้เหตุผลว่า การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เข้าข้างกลุ่มตัวเอง แสดงข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และยิ่งสร้างความขัดแย้งมากขึ้นกว่าเดิม

นอก จากนี้การยังมีฟอร์เวิร์ดเมลทางการเมือง ซึ่งการสำรวจพบเนื้อหา 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวาทกรรมความรู้ ความจริงการชุมนุม ความขัดแย้งทางการเมือง, กลุ่มวาทกรรมรักชื่นชมในหลวง, ตลกล้อเลียน, ประณาม ประจาน, วาทกรรมล้มเจ้า และวาทกรรมโน้มน้าวรณรงค์ทางการเมือง

นายธาม กล่าวว่า กระบวนการสื่อสารทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ มักมีการแบ่งแยกฝ่ายจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ทั้งยังมีการโต้แย้ง โต้เถียงด้วยความดุเดือด มีการสอดแนมพฤติกรรมหรือความคิดเห็นของบุคคลอื่นโดยติดตามวิเคราะห์กระทั่ง แน่ใจแล้วจึงนำข้อมูลที่เก็บไว้มาประจาน เผยแพร่ จนนำไปสู่การกีดกันทางสังคม หรือการดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้งพบการสร้างความเกลียดชังและปฏิเสธการอยู่ร่วมกัน ซึ่งพบมากในทุกช่องทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสื่อสารเพื่อสร้างความแตกแยกทางการเมือง

พร้อม กันนี้โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับการใช้สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อส่วนรวมของสังคมนั้น ผู้ใช้งานต้องตระหนักในความน่าเชื่อถือของข้อมูล แยกแยะให้ออกระหว่างข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นส่วนตัว ตรวจสอบข้อมูลโดยอิงกับสื่ออื่นๆ พึงตระหนักถึงการหมิ่นประมาทและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

การแสดง ความคิดเห็นบนโลกออนไลน์เป็นพื้นที่สาธารณะไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว จึงต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น ข้อมูลจากฟอร์เวิร์ดเมลไม่ควรเชื่อในทันที ต้องตรวจสอบจากสื่ออื่นด้วย อีกทั้งไม่ควรส่งต่อข้อความที่สร้างความอับอาย ไม่เหมาะสม หรือโจมตีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ระมัดระวังในการสร้างความเกลียดชัง อคติ และความรุนแรง และท้ายสุดคือตระหนักในการใช้สื่อใหม่เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความรู้ ใช้พื้นที่เพื่อความปรองดอง สมานฉันท์ ตลอดจนรู้ถึงอิทธิพลของสื่อและผลกระทบจากการใช้สื่อด้วย

ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามหลักประชาธิปไตยนั้น การทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ต้องยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกัน สื่อมีส่วนสร้างความปรองดองในสังคมด้วยการให้เสียงของทุกฝ่ายรวมทั้งคนเสื้อ แดงได้มีพื้นที่ในสังคม แต่ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์วิกฤตทางการเมืองทำให้สื่อสับสน มีการนำเสนอปรากฏการณ์ รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้แสวงหาทางออก ต่อจากนี้สื่อต้องตรวจสอบตัวเองว่าได้สร้างสันติอย่างไรบ้าง

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการให้นักศึกษาใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเกิดการเรียนรู้ก้าวทัน เทคโนโลยี แต่ก็พบว่า นักศึกษามักแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ด้วยความรุนแรง ด่าทอ และแบ่งข้างอย่างชัดเจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยการรับฟังความ คิดเห็นซึ่งกันและกัน ไม่ยึดมั่นอุดมการณ์ตนเองโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นอื่นเลย เพราะหากเป็นเช่นนั้นไม่ว่าจะใช้สื่อใหม่ สื่อเก่า หรือสื่อใดๆ ก็สร้างความขัดแย้งได้เหมือนกัน

นายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ กล่าวว่า การใช้สื่อใหม่โดยเอาเสรีภาพนำความรับผิดชอบนั้นทำให้เกิดปัญหา  ต่อจากนี้ต้องเข้าใจว่าอีกไม่นานองค์กรสื่อจะหมดความสำคัญลง เพราะสื่อใหม่จะมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ สมาคมสื่อต้องเป็นผู้นำในการปฏิรูปสื่อเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยี ไม่ใช่เริ่มต้นที่รัฐบาลเหมือนที่เห็นในแผนปรองดอง

ดร.อัจฉริยา อักษรอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรมศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่ง ชาติ (NECTEC) กล่าวว่า สื่อใหม่นั้นหากไม่ลองใช้ก็ไม่รู้จัก แต่การลองใช้ต้องมีธรรมะในใจ แนวทางการใช้งานสำหรับปัจเจกบุคคลนั้นหากยังไม่พร้อม ไม่รู้เท่าทัน ก็อย่าเพิ่งใช้งาน เพราะสื่อออนไลน์เป็นพื้นที่สาธารณะ หากเผยแพร่เรื่องใดแล้วพึงตระหนักอยู่เสมอว่าคนทั้งโลกสามารถเห็นข้อมูลเรา ได้




นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ




ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย




นายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์




ดร.อัจฉริยา อักษรอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรมศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่ง ชาติ (NECTEC)

............

ดาวน์ โหลดและอ่านผลการศึกษาฉบับย่อได้ที่เว็บไซต์มีเดียมอนิเตอร์

 

Comment

Comment:

Tweet