หลา มุมมอง "ทางออกวิกฤติประเทศไทย"


Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (Th)


หลากหลายมุมมองวิกฤติ ประเทศไทย ว่าแนวทางต่อไปนี้จะเป็นเช่นไร


"อานันท์" : แก้ปัญหาโครงสร้างสกัดรุนแรง

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เขียนบทความลงในเว็บของเดอะเนชั่น
ว่า หลังจากเหตุการณ์โศกสลดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองและต่อชาวโลกถึงความเข้มแข็งของไทย และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินตามหลักยุติธรรม ส่งเสริมการปรองดองในประเทศ และเสริมสร้างสังคมที่เปิดทางให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

นายอานันท์แนะว่า ถึง เวลาที่ทุกคนจะต้องสูดหายใจลึกๆ และเรียกความรู้สึกสมดุลกลับคืนมา รวมถึงส่งเสริมค่านิยมดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นความอดกลั้น การหลีกเลี่ยงความรุนแรง และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในวัฒนธรรมไทย รวมถึงเลิกชี้นิ้วใส่กันอย่างไร้สติและตำหนิกันไปมา เพราะการยึดติดกับความรู้สึกแง่ลบ ความโกรธ และความเกลียดนั้นเป็นสิ่งอันตราย ขณะเดียวกันก็ต้องมีการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้อย่างอิสระและน่าเชื่อถือ

อดีตนายกฯ ยังมองว่าต้องมีการลงมือเพื่อสร้างความปรองดองและส่งเสริมสันติภาพอย่าง ยั่งยืน ในรูปของการเจรจาที่ยอมรับและเคารพความแตกต่าง ความสนใจ และค่านิยมของทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การยอมรับอย่างจริงใจและความเสียใจในความผิดที่กระทำไปของทุกฝ่าย จะปูทางไปสู่การให้อภัย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเยียวยาหัวใจและจิตใจของคนไทยทุกคน

นอกจาก นั้น ยังต้องการปิดช่องว่างทางสังคมด้วยการแก้ปัญหาความยากจนทางโครงสร้าง การไม่มีส่วนร่วมทางสังคม และความไม่เท่าเทียม หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข บาดแผลจากเหตุรุนแรงจะนำไปสู่ความวุ่นวายและความรุนแรงมากขึ้น

กอบ กาญจน์ : สลายขั้วสีรวมพลังฟื้นฟู


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ให้ข้อคิดเห็นภายหลังเกิดวิกฤติความรุนแรงที่ผ่านมาว่า จากนี้ไปคนไทยต้องช่วยกันเร่งฟื้นฟู เพื่อให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยกลับมาโดยเร็วที่สุด และโดยส่วนตัวตนเห็นว่า การฟื้นฟูดังกล่าวควรดำเนินการแบบคู่ขนาน คือ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ

สำหรับ ภาคเอกชนในแง่ของนักธุรกิจนั้น จำเป็นต้องดำเนินธุรกิจต่อไป ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับพนักงานในทุกระดับชั้น ทุกฝ่าย และทุกแผนก พร้อมกับสร้างและทำผลประกอบการให้กับธุรกิจของตัวเองดำเนินต่อไปได้ อันหมายถึงอย่าหยุดการลงทุน เพราะหากหยุดแล้วจะยิ่งส่งผลกระทบกับภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ

“ที่ ผ่านมาเราบอบช้ำกับเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้นจากนี้ไปผู้นำขององค์กรจะต้องทำความเข้าใจ พร้อมกับสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดกับพนักงานทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องไม่ให้เกิดการแบ่งแยกในเรื่องสี ไม่ให้ทุกคนมีสีอะไรทั้งนั้น เราเชื่อว่าในด้านความคิดอาจเกิดความแตกต่างได้ แต่ต้องไม่เกิดความแตกแยก หลังจากที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ตั้งแต่วันแรกเราได้ส่งข้อความไปหาพนักงานทุกคนแล้วทั้งในฝ่ายผลิตและสำนัก งานว่า ขอให้ทุกคนเข้มแข็ง กลับมาทำงานปกติ และเราทุกคนจะเดินหน้าต่อไปพร้อมๆ กัน”

ผู้บริหารองค์กรทุกคนต้อง เร่ง สร้างกำลังใจพนักงานให้กลับมาโดยเร็วที่สุด แม้ที่ผ่านมาอาจมีบ้างที่พนักงานมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ผู้บริหารต้องเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือให้ได้ ขณะเดียวกันนอกจากพนักงานแล้วส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ดีลเลอร์ก็ต้องเร่งสร้างความเข้าใจว่าบริษัทของตนนั้นยังแข็งแรงและจะก้าว เดินต่อไปอย่างไร

นอกจากภาคเอกชนแล้ว ในส่วนของรัฐบาลตนเชื่อว่า รัฐจะคลอดแผนฟื้นฟูในรูปแบบต่างๆ ออกมา แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นคือ การช่วยเหลือโดยอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค อย่าให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากจนเกินไปเหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยการช่วยเหลือนั้นรัฐต้องให้ความช่วยเหลือและเป็นธรรมกับทุกระดับชั้น ไม่เฉพาะแต่ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นผู้ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของ ไทยให้เติบโตด้วยเช่นกัน

“ภาคราชการมีความสำคัญมากที่จะต้องช่วย เหลือ และช่วยขับเคลื่อนให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ แต่ละส่วนต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ของตัวเอง เราเชื่อว่าตอนนี้จะเป็นช่วงโอกาสที่รัฐบาลจะบูรณาการ และแสดงให้เห็นว่ามีแผนแม่บทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร ถ้าทั้งรัฐและเอกชนช่วยกันฟื้นฟูแบบคู่ขนานกันไป เชื่อว่าจิตใจของคนไทยจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น”

วอลล์สตรี ทชี้ไทยเสี่ยงล้าหลังเพื่อนบ้าน

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรี ทเจอร์นัล รายงานว่า ไทยเผชิญศึกหนักในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน หลังเกิดเหตุรุนแรงทางการเมืองที่ส่งผลเสียอย่างมากต่อชื่อเสียงของประเทศใน ต่างแดน แม้ผู้บริหารบางรายมั่นใจในสถานการณ์หลังการชุมนุมยุติลง แต่ปัญหาทางการเมืองที่เป็นแหล่งกำเนิดความไร้เสถียรภาพ ดูเหมือนไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งน่าจะทำให้ไทยเผชิญอุปสรรคในการโน้มน้าวนักลงทุนต่างชาติและบริษัทข้าม ชาติ

นายเฟรเดอริก นูมานน์ นักเศรษฐศาสตร์แห่งเอชเอสบีซีในฮ่องกง กล่าวว่า ไม่เคยเห็นใจกลางกรุงเทพฯ ถูกเผามาก่อน และขณะนี้ก็มีการตระหนักว่ามีการติดขัดทางการเมืองในไทยซึ่งยังหาทางแก้ไม่ ได้ ดังนั้นจึงยังมีความไม่แน่นอน ไทยเสี่ยงอย่างแท้จริงที่จะล้าหลังประเทศอื่นในภูมิภาค
ชะตากรรมของไทย ส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับความเร็วของของรัฐบาลในการแก้ไขความแตกแยกทางการ เมืองที่ทำให้ประเทศแบ่งแยก ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าทางออกคงไม่เกิดขึ้นเร็วนัก

กระนั้นแม้เกิด ความ วุ่นวายขึ้น ไทยก็ยังมีข้อได้เปรียบบางประการเหนือเพื่อนบ้าน เพราะมีสภาพเศรษฐกิจเปิดกว้างทั้งยังมีแรงงานจำนวนมากที่ค่อนข้างมีการศึกษา และมีทักษะ บริษัทผู้ผลิตหลายแห่งต้องการทำธุรกิจในไทยต่อไปเพื่อจะได้ไม่พึ่งพาจีนมาก เกินไป เพราะตลาดแรงงานในจีนเริ่มมีการแข่งขันมากขึ้น

รายงานข่าว ระบุว่า การเติบโตของไทยล้าหลังประเทศเศรษฐกิจใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ในเอเชียนับจากเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ซึ่งจากนั้นก็มีรัฐบาลหลายชุดบริหารประเทศแต่ล้วนอยู่ได้ไม่นาน ไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้น้อยกว่าเวียดนามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

โครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ของไทย ซึ่งพัฒนาขึ้นสมัยทศวรรษ 80 และต้นทศวรรษ 90 ถูกใช้งานมานานและความวุ่นวายทางการเมืองก็ทำให้ต้องชะลอการลงทุนใหม่ๆ ออกไป นักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มที่เป็นไปได้ประการหนึ่งคือไทยอาจตกสู่วัฏจักร แห่งความรุนแรงและความวุ่นวายเป็นพักๆ ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี และทำให้ต้องชะลอการลงทุนใหม่ๆ ออกไปอีก


ที่มา: http://www.bangkokbiznewTuesday, May 25, 2010  08:00

Comment

Comment:

Tweet

#1 By We Love Story on 2010-05-25 16:49