โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี, สกว.



ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังครอบคลุม สังคมไทยขณะนี้ไม่ใช่เรื่องจะ แก้ไขได้ง่าย ข้าพเจ้าเห็นว่าที่ยากเป็นเพราะ

ข้อ แรก ผู้คนในสังคมขัดกันทั้งในเรื่องเป้าหมายทางการเมือง คือคนพวกหนึ่งอยากเห็นรัฐบาลที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพใช้อำนาจเด็ดขาดตอบสนอง ความต้องการของผู้คนพลเมืองได้รวดเร็ว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลที่มีอำนาจมากเกินไปเป็นปัญหาทั้งต่อสิทธิ เสรีภาพของสามัญชนและสถาบันสังคมต่างๆที่ดำรงอยู่มานาน

ข้อสอง สังคมไทยกำลังขัดกันในเรื่องวิธีการได้มาซึ่งผู้ครองอำนาจรัฐ เพราะพวกหนึ่งเห็นการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายของระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัว แทนว่าใครควรครองอำนาจรัฐ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น และไม่ใช่วิธีการที่สมบูรณ์พร้อมในการคัดว่าใครควรเป็นผู้ครองอำนาจรัฐ

ข้อ สาม ในหลายปีมานี้ความขัดแย้งทั้งเป้าหมายและวิธีการได้คลี่ไปคลุมความขัดแย้งใน เชิงจินตนาการความเป็นไทยในสังคม เพราะได้ผนวกรวมเอาปัญหาอื่นๆเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความภักดีหรือความรัก ชาติ จนกลายเป็นความพยายามช่วงชิง”ความเป็นไทย”และความรักในสิ่งต่างๆที่ดูจะถูก ใช้นิยามความเป็นไทยเข้าไว้ด้วย

ขณะเดียวกันการเผชิญหน้ากันระหว่าง ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ "ยุบสภา" และ ฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลอำนวยความสงบในบ้านเมือง แม้จะส่งผลต่อผู้คนในกรุงเทพฯอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็ดำเนินไป ด้วย "สันติวิธี"  ซึ่งน่าจะเป็นเพราะฝ่ายรัฐบาลก็มีความเป็นเอกภาพในทางการจัดการกับการ ชุมนุม สูงมาก ในขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็มีระบบการจัดการมวลชนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
กล่าว ได้ว่า สังคมไทยวันนี้กำลังเดินทางอยู่ในกระบวนการความขัดแย้งโดยฝ่ายหลักๆที่ เกี่ยวข้องประกาศชัดว่า ฝ่ายตนใช้ "สันติ วิธี" แต่ทั้งสองฝ่ายมีบทบาทหน้าที่ไม่เหมือนกัน เพราะฝ่ายประท้วงใช้”สันติวิธี”เพื่อ สื่อสารกดดันให้รัฐบาลยอมยุบสภาหรือลาออก

แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐใช้ "สันติวิธี" ในขอบเขตกฎหมายหลายฉบับเพื่อควบคุมพื้นที่ รักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้รัฐบาลทำงานของตนต่อไปได้

ด้วยเหตุ นี้จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และ ตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียกว่า "สันติวิธี"

เช่น การสละเลือดกดดันรัฐบาลของผู้ชุมนุมก็ไม่ใช่สันติวิธีที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อน (อย่างที่นักข่าวฝรั่งคิดและหนังสือพิมพ์ไทยนำมาแปลเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้) เพราะการใช้เลือดเป็นอาวุธสันติวิธีก็เคยทำกันใน ยุโรป เมื่อครั้งนักศึกษาเซอร์เบียก็ใช้วิธีคล้ายกันนี้ประท้วงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ของ  Milosevic ช่วงปี 1996-1997  เพราะก่อนหน้านั้นภรรยาของ Milosevic ประกาศว่า พรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียขึ้นเสวยอำนาจด้วยเลือด (คือการปฏิวัติสมัย Tito) ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยเลือด (คือต้องต่อสู้เสียชีวิตเลือดเนื้อกันไปก่อน)

นักศึกษาเซอร์เบียผู้ ประท้วงด้วยสันติวิธีจึงโต้ ตอบด้วยการสละเลือดของตน แล้วจึงเอาถุงเลือดไปบริจาคยังที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมกับคำถามต่อการอยู่ในตำแหน่งของ Milosevic

แต่คงต้องตั้งคำถาม เช่นกันว่า การบริจาคเลือด การเทเลือด การสาดเลือด ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างถือเป็น "สันติวิธี" เท่ากันหรือไม่?

หรือการกระทำดังกล่าว ต่อสถานที่สาธารณะและสถานที่ส่วนบุคคลต่างกันหรือ ไม่?

ผู้คนภาค ส่วนต่างๆควรครุ่นคิดหรือไม่ว่าอะไรควรเป็นขอบเขตของการใช้ "สันติวิธี" ในสังคมไทย?

เพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันคิดถึง”สันติวิธี”ได้กว้าง ขวางขึ้น ข้าพเจ้าอยากชวนให้คิดถึงขบวนการสันติวิธีที่สำคัญที่สุดขบวนหนึ่งในคริสต์ ศตวรรษที่ยี่สิบ

ขบวนการนี้คือ "นักรบสันติวิธีเสื้อแดง"

ทาง ภาคตะวันออกและตอนใต้ของอัฟกานิสถาน และ ชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานในปัจจุบันมีคนกลุ่มหนึ่งรู้จักกัน ทั่วไปในคำเรียกหาว่า “ชาวปาทาน” ลักษณะเฉพาะของคนเหล่านี้คือ มีภาษาของตนเอง ยึดถือกฎแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีที่ดำรงกับเผ่าพันธุ์ของตนก่อนยุคอิสลาม และ นับถือมั่นคงในศาสนาอิสลาม คนพวกนี้ต่อต้านการรุกรานจากภายนอกอย่างกล้าหาญไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเกรียงไกรของอเล็กซานเดอร์มหาราชเมื่อสองพันปีที่แล้ว หรือ จักรวรรดิโซเวียตเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ

ในช่วงปี ค.ศ. 1930 ถึง 1947 มีกลุ่มชาวปาทานรวมตัวกันใช้สันติวิธีต่อต้านการยึดครองอินเดียของอังกฤษ เป็นขบวนการ ที่เรียกว่า Khudai Khidmatgar

ขบวนการของชาวปาทานที่ ต่อสู้ด้วยสันติวิธีนี้มีเครื่องแบบสีแดงจึง มักเรียกกันว่า “นักรบเสื้อแดง”(red shirts)

ผู้นำขบวนการสันติวิธีมุสลิมของชาว ปาทานในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของอนุทวีปในเวลานั้นคือ  Abdul Ghaffar Khan (1890-1988) หรือ “Badshah Khan” และชาวอินเดียในขบวนการของคานธีเรียกเขาว่า “คานธีชายแดน” (the Frontier Gandhi)

คำเรียกหาเช่นนี้แม้ในสายตาจะชาวโลกจะเป็นการให้เกียรติ แต่ควรเข้าใจว่า ข่านได้พัฒนาแนวคิดสันติวิธีด้วยตนเองโดยมิได้ขึ้นต่อความคิดสันติวิธีของ คานธีมาตั้งแต่แรก (Mohammad Raqib 2000: 125)

อับดุล กัฟฟาร์ ข่านเรียกร้องให้ชาวปาทานเข้าร่วมขบวนการสันติวิธีต่อสู้กับอังกฤษโดยกล่าว ว่า

“เด็กๆของเราครึ่งหนึ่งไม่สบาย โรงพยาบาลก็มีไว้สำหรับคนอังกฤษเท่านั้น ประเทศนี้เป็นของเรา เงินก็ของเรา ทุกอย่างเป็นของเรา แต่เราต้องอยู่ที่นี่ ทั้งหิวทั้งหนาว เราไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีบ้านคุ้มหัว พวกเขาทำถนน pukka เพราะพวกเขาอยากใช้เอง ถนนพวกนี้สร้างด้วยเงินทองของพวกเรา ถนนของพวกเขาก็อยู่ที่ลอนดอนโน่น นี่มันถนนของเราแต่เรากลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เดิน เขายั่วยุให้พวกฮินดูสู้กับมุสลิม...ให้พวกซิกข์รบกับมุสลิม เวลานี้ทั้งฮินดู ซิกข์ และมุสลิมก็ต้องทุกข์ทรมาน ใครกันที่เป็นผู้กดขี่เรา ใครกันที่คอยสูบเลือดเราจนแห้ง ก็พวกอังกฤษนั่นแหละ”

Gurfaraz Khan ชายชราอายุ 95 ปี ซึ่งเคยฟังคำกล่าวปลุกเร้าของข่านในครั้งนั้นก่อนจะสมัครเข้าร่วมขบวนการนัก รบเสื้อแดงกล่าวกับ Banerjee ผู้เขียน The Pathans Unarmed  ตีพิมพ์ในปี 2000 ว่า “ ข่านบอกพวกเราว่า ที่แผ่นดินของเราตกอยู่ใต้ปกครองของพวกอังกฤษเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ...ท่านชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมเมื่อลูกหลานของเราต้องวิ่งตีนเปล่าขณะที่ ลูกหลานพวกเขาแต่งกายเต็มยศ...พวกเขาเอาขนมปังมาเตะเล่นยังได้เลย แต่พวกเราอดอยากไม่พอกิน”

มักเชื่อกันว่าที่สันติวิธีของคานธีเอาชนะ อังกฤษได้เพราะอังกฤษเป็นผู้ดี ใช้วิธีอารยะในการปกครองอินเดีย  เมื่อเร็วๆนี้ข้าพเจ้าฟังรายการสนทนาทางวิทยุรายการหนึ่งก็ได้ยินความเห็น ทำนองนี้

แต่ความเชื่อเช่นนี้เป็นมายาคติ เพราะที่สำคัญอังกฤษไม่เพียงยึดครองและขูดรีดอินเดีย แต่จัดการกับฝ่ายเรียกร้องเอกราชด้วยสันติวิธีโดยการจับกุมคุมขัง ทุบตี บังคับใช้แรงงานและบางครั้งก็ฆ่าเสีย ดังตัวอย่างการสังหารหมู่ที่เมืองอมฤตสารโดยคำสั่งของนายพลไดเยอร์ที่ทำให้ ผู้ประท้วงด้วยสันติวิธีเสียชีวิตกว่า 300 คน

ในกรณีของเขตชายแดน ตะวันตกเฉียงเหนือ กองกำลังอังกฤษยิงใส่นักรบสันติวิธีมุสลิม สังหารนักรบเสื้อแดงเหล่านี้กว่า 300 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่าพันคนที่เมืองโคหัต ในปี ค.ศ.1932 (Ashe 1969: 114)

นัก รบสันติวิธีมุสลิม สมาชิก Khudai Khidmatgar คนหนึ่งชื่อ Khalam Khan กล่าวว่า

“เราถูกทุบตีหลายครั้งหลายคราว แต่ไม่เคยโต้ตอบกลับเลย ฉันเคยสาบานว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง Badshah Khan อธิบายให้พวกเราฟังว่า เรากำลังทำสงครามกับพวกอังกฤษโดยใช้สันติวิธีและความอดกลั้น...และเราก็ เชื่อเขา เราทำตามเขา มีอยู่ครั้งหนึ่งนายตำรวจอังกฤษถามฉันว่าทำไมพวกเราทำตาม Badshah Khan เขาถามว่า ‘มีคนจ้างให้แกทำใช่ไหม?’ ฉันก็ตอบว่า ‘ไม่มีใครจ้างหรอก เรายังต้องเอาขนมปังแห้งจากบ้านมากินเองเลย แล้วก็จะไปกับ Badshah Khan ร่วมกันขับไล่คุณออกจากประเทศของเรา’ นายตำรวจตบหลังฉันเบาๆ” (Banerjee 2000: 122)

การที่นักรบสันติวิธีมุสลิมเหล่านี้สามารถเผชิญกับความ รุนแรงด้วย สันติวิธีได้เป็นเพราะปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคือ การจัดองค์กร และมีวินัยที่เข้มงวดไม่ต่างอะไรจากวินัยในกองทัพ นักรบสันติวิธีมุสลิม Khudai Khidmatgar (ข้ารับใช้พระเป็นเจ้า)ในสังกัดของ อับดุล กัฟฟาร์ ข่าน ทุกคน  ต้องปฏิญาณตนเมื่อจะเข้าเป็นสมาชิกว่า

  • ข้าฯเป็นข้ารับใช้พระ เป็นเจ้า และเพราะพระองค์ไม่ประสงค์การรับใช้ใดๆ การรับใช้สิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นก็คือการรับใช้พระองค์  ข้าฯจึงสาบานว่าจะรับใช้มนุษยชาติในนามของพระเป็นเจ้า
  • จะไม่ใช้ ความรุนแรงและไม่แก้แค้น
  • จะยกโทษให้คนที่กดขี่และโหดร้ายต่อตน
  • จะ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งให้ร้ายกัน
  • จะเลิกประเพณีปฏิบัติที่ต่อต้านสังคม
  • จะ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย
  • จะเป็นผู้มีมรรยาทงดงาม
  • จะสละ เวลาวันละสองชั่วโมงให้กับงานบริการสังคม
  • จะไม่เกรงกลัวภัยอันใดและ พร้อมจะเสียสละได้ทุกอย่าง

ในทางประวัติศาสตร์ ขบวนการนักรบเสื้อแดงของ  Badshah Khan ก็แตกต่างจากกลุ่มขบวนการอื่นๆ เช่น กลุ่ม Jama’at-I-Islami ของ Maududi หรือ Tablighi-Jama’at ของ Muhammad Ilyas อย่างน้อยสามข้อ คือ

ข้อแรก ขบวนการนักรบสันติวิธีมุสลิมของข่านเป็นขบวนการที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะ สมาชิกมุสลิมแต่มีชาวฮินดูและชาวซิกข์เป็นสมาชิกอยู่ด้วย

ข้อสอง ขบวนการนี้มิได้เชื้อเชิญผู้คนให้เข้าร่วมเพื่อทำให้ตนเป็นมุสลิมที่ดีขึ้น แต่เพื่อต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมชาวอังกฤษ

และ ข้อสุดท้าย ขบวนการนักรบสันติวิธีมุสลิมของข่านมิได้มุ่งจะสร้างชุมชนท้องถิ่นบนฐานของ ตัวอย่างสังคมมุสลิมที่บริสุทธิ์ในยุคเริ่มแรกของอิสลามเช่นขบวนการอื่นๆ  

แต่ กล่าวได้ว่า ขบวนการนักรบมุสลิมเสื้อแดงนี้ต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมด้วยสันติวิธี โดยมิได้ย่อหย่อนลดทอนศรัทธาความเชื่อในเดชานุภาพสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า ความเมตตาปรานีอันไร้ขอบเขตของพระองค์ และลักษณะสากลของศาสนาอิสลาม

ใน ทัศนะของคานธี ขบวนการนักรบเสื้อแดงสันติวิธีของอับดุล กัฟฟาร์ ข่านนี้แหละคือ ขบวนการสันติวิธีที่แท้จริง ซึ่งคานธีเรียกว่า “สันติวิธีของคน กล้า”
----------------------------

หมายเหตุ โปรดพิจารณาความละเอียดในเรื่องนี้ได้จาก ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “ต้านอธรรมและความตาย: ประสบการณ์นักรบสันติวิธีมุสลิม”ใน วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2550), หน้า 301-314

ที่มา : มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1269615502&grpid=&catid=02