มีเดียมอนิเตอร์เผยผลการศึกษาข่าวชุมนุมในทีวี เน้นเฝ้ารอสถานการณ์ แนะเสนอข่าวเชิงรุก ลึก สันติภาพ ด้านเลขาธิการสมาคมนักข่าวฯ ชี้สื่อรายงานข่าวระมัดระวังมากขึ้น ไม่ซ้ำเติมความรุนแรง พร้อมจัดเวทีดึงพันธมิตรฯ-นปช. พูดคุยหาทางออก


เมื่อวันที่ 25 มีนาคม โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเรื่อง “การรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวี” ณ ลานกิจกรรม ชั้น 35 อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์ (สสส.) พร้อมทั้งแถลงผลการศึกษา “การรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง” ระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม (0.00-24.00 น.) , 21-23 มีนาคม (เวลา 00.00-20.00 น.) ใน 10 ช่องสถานีโทรทัศน์ ได้แก่ ฟรีทีวี 6 ช่อง คือ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, ทีวีไทย และเคเบิ้ลทีวีหรือทีวีผ่านดาวเทียมอีก 4 ช่องคือ เนชั่นแชนแนล, เอเอสทีวี, ทีเอ็นเอ็น และดีสเตชั่น



นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า ด้านการให้ความสำคัญกับข่าวการชุมนุมเป็น ข่าวหลักของรายการข่าว แต่พื้นที่ข่าวที่ให้มีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ  1) กลุ่มที่ให้พื้นที่ข่าวปานกลาง ได้แก่ช่อง 3, 5, 7, 9 เน้นรายงานเฉพาะช่วงข่าวปกติ อาจมีรายงานพิเศษเกาะติดสถานการณ์บ้างแต่ไม่มาก 2) กลุ่มที่ให้พื้นที่ข่าวมาก ได้แก่ ช่อง 11, ทีวีไทย, เนชั่น แชนเนล, ทีเอ็นเอ็น, เอเอสทีวี เนื่องจากมีรายการพิเศษเกาะติดสถานการณ์ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง มีการปรับเนื้อหารายการปกติ และสอดแทรกเนื้อหาข่าวการชุมนุมในรายการอื่นๆ อีกทั้งยังมีสกู๊ปพิเศษ ขณะที่ช่องดีสเตชั่น แทบไม่ปรากฏเนื้อหาข่าว เพราะเน้นการถ่ายทอดสดการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง

ด้านประเด็นข่าว พบว่า มี 2 กลุ่มที่เน้นประเด็นข่าวต่างกัน 1) กลุ่มที่เน้นประเด็นข่าวเหตุการณ์ ได้แก่ช่อง 3, 5, 7 และช่อง 9 ได้แก่ ประเด็นบรรยากาศการชุมนุม สาระสำคัญจากเวทีปราศรัย การก่อเหตุการณ์ความไม่สงบ การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์การชุมนุมของรัฐบาล ประเด็นเรื่องการตรวจสอบ/ตรวจค้นอาวุธสงคราม ความคืบหน้าคดี ประเด็นสุขภาวะของกลุ่มผู้ชุมนุม ประเด็นเรื่องพรรคการเมือง ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล และการดำเนินงานของรัฐสภา และประเด็นการโจมตีฝั่งตรงข้าม 2)  กลุ่มที่เน้นประเด็นข่าวการวิเคราะห์ ได้แก่ช่อง 11, ทีวีไทย, เนชั่น แชนแนล, เอเอสทีวี, และทีเอ็นเอ็น ได้แก่ ประเด็นผลกระทบการชุมนุม การเสนอทางออกของความขัดแย้ง การวิเคราะห์ปัญหาการเมือง บริบททางสังคม การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์การชุมนุมและการวิพากษ์วิจารณ์และความ คิดเห็นต่อการชุมนุม และประเด็นอื่นๆ เช่น  ประเด็นไสยศาสตร์ และคติความเชื่อทางโหราศาสตร์กับการเมือง บทบาทของคุณทักษิณและครอบครัว และประเด็นกลยุทธ์และความขัดแย้งภายในของกลุ่ม นปช. ขณะที่ช่องดีสเตชั่น เน้นประเด็นการโจมตีฝั่งตรงข้าม

ด้านแหล่งข่าว พบว่าสถานีโทรทัศน์ทุกช่องเน้นแหล่งข่าวตัวเหตุการณ์เป็นหลัก และเน้นคู่ความขัดแย้งมากกว่าฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นช่องทีวีไทย ที่เน้นเสียงของฝ่ายที่ 3 เช่น ประชาชน นักวิชาการ นักประชาสังคม อาจารย์มหาวิทยาลัย องค์กรภาคธุรกิจ เป็นต้น

ด้านการใช้ภาพข่าว โดยมากใช้ภาพข่าวเหตุการณ์ บรรยากาศการชุมนุมเป็นหลัก ภาพกลุ่มผู้ชุมนุม แกนนำ กองกำลังทหาร นายกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ขณะที่ภาพประชาชนทั่วไปมีน้อย มีการใช้ภาพซ้ำและไม่ระบุช่วงวัน-เวลาของเหตุการณ์

ด้านการใช้ ภาษาข่าว โดยรวมใช้ภาษาสุภาพ ปลอดอคติ ไม่แสดงความคิดเห็น ยกเว้นรายการคุยข่าวที่มักใช้ภาษาเร้าอารมณ์ ชี้นำ และสอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัว

และบทบาทในการสื่อข่าวเพื่อสร้าง สันติภาพ พบว่าค่อนข้างมีน้อย โดยมากเน้นการรายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การรายงานข่าวเชิงรับ เน้นประเด็นเรื่องการโต้ตอบทางการเมืองของคู่ขัดแย้งมากกว่าที่จะนำเสนอข่าว ของฝ่ายที่ 3 หรือประเด็นข่าวทางออกทางการเมือง ยกเว้นช่องทีวีไทยที่เน้นรายงานข่าวเชิงลึก ผ่านสกู๊ปข่าว และการตั้งคำถาม การมีพื้นที่สาธารณะเพื่อพูดคุย/แลกเปลี่ยนอภิปรายสภาพปัญหาทางการเมืองใน มิติที่หลากหลาย และหาทางออกในเชิงสันติภาพ ผ่านเสียงของกลุ่มประชาชน นักวิชาการ องค์กรอิสระ และตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ ของสังคม ขณะที่ช่อง 11 มีความพยายามในการเปิดพื้นที่สาธารณะแก่นักวิชาการและประชาชน และการกำหนดบทบาทตนเองว่าเป็นสถานีข่าวเพื่อสนับสนุนแนวคิดสันติภาพ



พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้จัดการโครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าสื่อเกาะติดสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังขาดการรายงานที่มา ความรอบด้านของข้อมูล สื่อควรลดการเสนอข่าวบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการตราหน้าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนดีหรือผู้ร้าย ลดอคติ ไม่เสนอความรุนแรงมากเกินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ใช้ภาษาเป็นกลางไม่แสดงอารมณ์เกินจริง คำนึงถึงความหลากหลายของผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ มุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้ง นำเสนอความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ และไม่นำเสนอความรุนแรงด้วยภาพหรือคำพูดซ้ำไปซ้ำมา

“ข้อเสนอที่ทำ ให้การรายงานข่าวไปสู่การรายงานข่าวเชิงสันติภาพ (Peace Journalism) สื่อควรทำหน้าที่เสนอข่าวเชิงโครงสร้าง โดยยึดหลัก 1) อธิบายถึงสาเหตุของปัญหา 2) อธิบายที่มาของปัญหาความรุนแรงทุกด้าน 3) เสนอทางออกของปัญหาความขัดแย้ง 4) นำเสนอผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทุกด้าน และ 5) สร้างพื้นที่เพื่อร่วมนำเสนอความเห็นอันนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง”

พญ.พรรณพิมล กล่าวอีกว่า สำหรับผู้รับสื่อนอกจากต้องติดตามสื่ออย่างหลากหลายช่องทางเพื่อประมวลผล ด้วยข้อมูลที่แตกต่างแล้ว หากเกิดอาการเครียดจากการติดตามข่าวการชุมนุมก็ควรพักการติดตามสื่อบ้าง เพื่อไม่ให้ต้องอยู่ในสภาวะตึงเครียดติดต่อกันมากเกินไป อันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้



นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองทำให้สื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอว่าทำหน้าที่ ไม่เป็นกลาง บ่อยครั้งที่มีการขู่ว่าจะไปปิดสำนักงานสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรหรือ นปช. ก็ตาม เหล่านั้นทำให้สื่อมีประสบการณ์ ต้องตระหนักเสมอเวลาทำข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ต้องตรวจสอบ ข้อมูลอย่างมาก มิเช่นนั้นอาจตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมถึงอาจถูกฟ้องร้องทางกฎหมายได้

“การทำข่าวชุมนุมของ นปช.ในช่วงนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าสื่อมีความระมัดระวังในการรายงานข่าวมาก ขึ้น ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม ในช่วงแรกมีการรายงานจำนวนผู้ชุมนุม ข้อเรียกร้อง การรับมือของรัฐบาลและกองทัพ รวมถึงท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่ง ก็มีการนำเสนอทางออกของการชุมนุม ตั้งคำถาม ตรวจสอบความเป็นไปได้ถึงข้อเรียกร้อง และมีการพูดคุยถึงการรายงานข่าวอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

เคย สอบถามโปรดิวเซอร์รายการคุยข่าวชื่อดังรายการหนึ่ง ว่าทำไมไม่เชิญคนจากทั้งสองฝ่ายทั้งรัฐบาล และแกนนำผู้ชุมนุมไปคุยกันในรายการ ก็ได้รับคำตอบว่า สถานการณ์ยังร้อนอยู่ หากเชิญมาอาจทำให้ทั้งสองฝ่ายคุมอารมณ์ไม่อยู่ และอาจมีการใช้รายการโทรทัศน์ปลุกระดมมวลชนก็เป็นได้ แต่หลังจากเหตุการณ์เริ่มนิ่งจะมีการเชิญทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยมากขึ้น จากกรณีนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการ เมือง ซึ่งสมาคมนักข่าวฯ เองก็ตรงหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน และในเร็วๆ นี้จะมีการเปิดเวทีสำหรับฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่าย นปช. เพื่อพูดคุยหาทางออกทางการเมืองร่วมกันที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่ง ประเทศไทย” นายประดิษฐ์ กล่าว

นายสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ กล่าวว่า สื่อมวลชนมีการปรับตัวดีขึ้น โดยรวมสุภาพ ปลอดอคติ แต่ยังมีการใช้ภาษาเร้าอารมณ์บ้าง ซึ่งผู้ชมต้องใช้วิจารณญาณ เพราะสื่อมวลชนเองก็ใช้เครื่องมือตนเองโดยมีเป้าหมายแตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นเสรีภาพของสื่อ แต่กับสื่อที่ทำงานตามความต้องการของรัฐก็ต้องตอบคำถามว่า แท้จริงแล้วเสรีภาพที่สื่อมีนั้นถูกนำมาใช้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ปรากฏการณ์ที่นำสื่อใหม่มาหลอมรวมกับการนำเสนอทางโทรทัศน์อย่าง ทวิตเตอร์ ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการนำความคิดเห็นเสรีของประชาชนมาเสนอโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เหมือนส่งข้อความ กระนั้นผู้ใช้ทวิตเตอร์ก็มีเพียงส่วนหนึ่งใน 13 ล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งประเทศ กลุ่มที่เข้าถึงจึงยังมีจำกัดเช่นกัน

นางสาวไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ตัวแทนจากกลุ่มสันติอาสาสักขีพยาน กล่าวว่า การรับฟังข่าวในสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งสติ พิจารณาด้วยใจที่เปิดกว้าง และรอบคอบ ขณะนี้สื่อยังขาดพื้นที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง การแก้ปัญหาขัดแย้งเหล่านี้ต้องใช้การเจรจาไม่ใช่ความรุนแรง และจากการสอบถามทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ผู้ชุมนุม ประชาชนทั่วไปล้วนไม่ต้องการความรุนแรง



 ที่มา : มีเดียมอนิเตอร์

Comment

Comment:

Tweet