โดย : คอลัมน์: บุญเลิศ ช้างใหญ่ // เว็บไซต์มติชน (Th)


หนังสือ พิมพ์รายวันฉบับเช้าวันที่ 16 มีนาคม 2553 เสนอข่าวใหญ่ 2 ข่าวซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันวาน (11 มีนาคม)

ข่าวแรก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ยืนยัน ไม่ยุบสภา ทำให้แกนนำเสื้อแดงประกาศจะเจาะเลือดคนเสื้อแดงวันรุ่งขึ้น (16 มีนาคม) ให้ได้ 1 ล้านซีซี แล้วเอาไปเทหน้าทำเนียบ ที่พรรคประชาธิปัตย์ และที่หน้าบ้านอภิสิทธิ์ ซอยสุขุมวิท 31 ข่าวที่สอง มือมืดยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 4 ลูก เข้าไปในกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน.1 รอ.) กลางวันแสกๆ มีทหารบาดเจ็บ 2 นาย

เมื่อ อภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงทำให้คนเสื้อแดงยกระดับการ ต่อสู่ที่สูงขึ้น หลังจากเจาะเลือดเอาไปเทเพื่อสร้างความรู้สึกว่า อภิสิทธิ์บริหารประเทศบนเลือดของคนเสื้อแดง ก็ต้องติดตามดูว่ามาตรการที่ยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อปิดเกมให้ได้ภายใน 7 วันตามที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงเมื่อคืนวันที่ 15 มีนาคมนั้น จะเป็นอย่างไร ขณะเดียวกัน ความรุนแรงที่ใช้ระเบิดเอ็ม 79 ยิงเข้าใส่เป้าหมายซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง จะเกิดขึ้นที่ไหนอีกและจะมีอะไรที่รุนแรงไปกว่าเอ็ม 79 อีกหรือไม่

สถานการณ์ บ้านเมืองที่เกิดความขัดแย้งแตกแยกมา 4 ปีเศษนับแต่ต้นปี 2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุบสภา วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 แล้วถูกบอยคอตจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรมหาชน จนเกิด "วิกฤตเลือกตั้ง" แล้วมาลงเอยด้วยการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 กระทั่งถึงวันนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติได้หรือไม่

ที่น่าสนใจและ ชวนให้ตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบอย่างมากก็คือ ทำไมจึงไม่ค่อยมีใคร กลุ่มองค์กรและสถาบันใดเสนอทางออกอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การลดทอนความ ขัดแย้ง แตกแยกให้น้อยลง คล้ายกับว่าจะปล่อยให้ปัญหามันแก้ด้วยตัวของมันเอง แล้วที่สุดจะดีเอง

การ เจรจาซึ่งไม่ควรจะเป็นเรื่องยากเกินไปแต่ก็ไม่มีใครกล้าเสนอ อาจเป็นเพราะต้นตอของปัญหาใหญ่เกินกว่าจะมีใครยอมใครบนโต๊ะเจรจา วันๆ จึงได้ยินแต่เสียงบ่นระคน เสียงโอดครวญจากพ่อ่ค้านักธุรกิจว่า เมื่อไหร่จะหยุดขัดแย้งกันเสียที ยิ่งทะเลาะ ก็ยิ่งเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองซึ่งกระทบต่อการทำมาค้าขาย การท่องเที่ยว และการลงทุน ฯลฯ

เช่นเดียวกับเครือข่าย "หยุดทำร้ายประเทศไทย-หยุดใช้ความรุนแรง" ที่ออกแถลงการณ์ "ไม่เอาความรุนแรง" เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องว่าการที่เอาความรุนแรงนั้นจะนำไปสู่การคลี่ คลายปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกได้อย่างไร และจริงๆ แล้วแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวก็ไม่สามารถยับยั้งระเบิดเอ็ม 79 หรือขัดขวางการเจาะเลือดเอาไปเทราดบนถนนหน้าทำเนียบได้

หันกลับมาดู สื่อสารมวลชนที่นำเสนอข่าวสารและเรื่องราวต่างๆ ต่อสาธารณชน องค์กรวิชาชีพสื่อ 3 องค์กร ประกอบด้วย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องการทำหน้าที่ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อที่สำคัญเช่น

"ให้ ยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเพื่อให้ประชาชน สามารถรับรู้ข้อมุลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุดพร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายยึด มั่นให้สันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างจริงจัง เนื่องจากความรุนแรงทุกรูปแบบจะไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างยั่งยืน แต่กลับจะสร้างความสูญเสียต่อประเทศชาติอย่างยากที่จะแก้ไขเยียวยาไม่ว่าจะ ใช้วิธีการใด"

เมื่อองค์กรวิชาชีพสื่อออกแถลงการณ์ไปแล้ว ก็ขอเสนอให้คณะกรรมการของ 3 สมาคมไปอ่านรายงานล่าสุดของ โครงการศึกษาเฝ้าระวังและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือ มีเดีย มอนิเตอร์ (Media Monitor) ที่เฝ้าระวังและศึกษาการนำเสนอรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของคน เสื้อแดงระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม ใน 10 ช่องสถานีโทรทัศน์ตลอด 24 ชั่วโมง ว่าสื่อโทรทัศน์ตอบสนองข้อเรียกร้องขององค์กรวิชาชีพสื่อหรือไม่ อย่างไร

ประเด็นหนึ่งที่กรรมการสมาคมสื่อทั้ง 3 แห่งควรจะมานั่งใครครวญและขบคิดก็คือ ข้อเสนอของมีเดีย มอนิเตอร์ ที่ต้องการให้สื่อเน้นการนำเสนอข่าวเชิงโครงสร้าง (Structural) ให้มากขึ้นนั้นทำไมจึงไม่เกิดขึ้นในวงการสื่อ

ข้อเสนอของมีเดีย มอนิเตอร์มี 5 ข้อ ได้แก่ 1.การอธิบายถึงสาเหตุ ที่มาของปัญหาความขัดแย้ง 2.สภาพบริบทแวดล้อมตัวเหตุการณ์ ปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมากกว่าความรุนแรงเชิงกายภาพที่ มองเห็น 3.ทางออกสำหรับปัญหาความขัดแย้ง 4.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งและความรุนแรงในบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เน้นผลลัพธ์ที่มองไม่เห็นจากปัญหาความรุนแรงมากกว่าฉายภาพความรุนแรงจากการ ปะทะ การทำลายสิ่งของการทำร้ายร่างกาย และ 5.เสนอแนะความคิดร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งคืออะไร อย่างไร และ ใครควรจะมีส่วนในการแก้ไขความขัดแย้งบ้าง

เมื่อกรรมการของ 3 สมาคมวิเคราะห์วิจารณ์จนหาคำตอบได้แล้วก็วังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการเคลื่อนไหวหรือทำอะไรเพื่อให้ข้อเสนอของมีเดียมอนิเตอร์ บังเกิดผลอย่างจริงจังซึ่งจะเป็นผลดีต่อบ้านเมือง ขณะเดียวกัน สื่อก็จะได้รับการยอมรับเป็นที่ยกย่องจากสังคมว่าได้แสดงบทบาทในท่ามกลาง วิกฤตได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และครั้งต่อๆ ไปองค์กรวิชาชีพสื่อจะได้ไม่ทำเพียงแค่ออกแถลงการณ์สั้นๆ แล้วก็จบกันเท่านั้น

ความขัดแย้งที่แกนนำคนเสื้อแดงประกาศว่าเป็น สงครามทางชนชั้นระหว่างไพร่กับ อำมาตย์ คนในวงการสื่อมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมเท่ๆ หรือไม่ควรประสาทหากปล่อยให้ความขัดแย้ง แตกแยกครั้งนี้ดำเนินไปโดยไม่มีทางออกเหมือนกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมา 6 ปี กว่าแล้ว เป็นเรื่องที่ทำสื่อทั้งหลายจะต้องคิดไตร่ตรองอย่างมีสติ ใช้ปัญญาให้มากเป็นพิเศษ

หาไม่แล้ว สื่อคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตำหนิจากสังคมว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขยาย วิกฤตให้ถ่างกว้างและบานปลายมากขึ้นจนปัญหายืดเยื้อและเรื้อรังกระทั่งแก้ ไม่ตก

ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 18 มี.ค. 2553 (กรอบบ่าย)

 

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วย

#1 By !@Leaderdevil-demon@! on 2010-03-18 16:20